การศึกษาในอเมริกาใต้

กว่าจะเป็น เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในวันนี้

Home  /  Uncategorized  /  กว่าจะเป็น เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในวันนี้

เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดจะกลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้

เมื่อพูดถึงสโมสรฟุตบอลชั้นแนวหน้าที่ถือเป็นทีมอันดับหนึ่งในลีกสูงสุดของไทยจะเป็นใครไปไม่ได้เลย นอกจาก ‘เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด’ หรือเจ้าของฉายา “กิเลนผยอง” นั่นเอง เพราะฤดูกาลที่ผ่านมาสามารถคว้าแชมป์ไทยลีกซึ่งเป็นลีกสูงสุดของประเทศไปครองได้อีกครั้ง แถมด้วยการคว้าแชมป์อันดับหนึ่งในรายการแข่งขันลีกคัพได้อีกด้วย ส่วนในฤดูกาลปี 2017 ที่กำลังมีการแข่งขันกันอยู่นั้น เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็ขึ้นนำเป็นจ่าฝูงในตารางไทยลีก มีโอกาสที่จะได้ลุ้นแชมป์ในปีนี้อีกเช่นกัน

แต่กว่าที่ ‘เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด’ จะกลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้ แซงหน้าทีมใหญ่อย่าง ‘ฉลามชล ชลบุรี เอฟซี’ หรือ ‘ปราสาทสายฟ้า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด’ ไปได้ ก็ต้องถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร เราย้อนเวลากลับไปดูประวัติของกิเลนผยองกันสักหน่อยดีกว่า

เหมือนกับทีมฟุตบอลทีมอื่น ๆ ที่ในยุคแรก ๆ ของการเล่นฟุตบอลในประเทศไทยนั้น เริ่มต้นมาจากทีมโรงเรียนก่อน ‘เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด’ ก็เช่นเดียวกัน เพราะชื่อแรกของสโมสรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ก็คือ “ทีมโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์” ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 โดยนายวรวีร์ มะกูดี เริ่มต้นจากการแข่งขันถ้วยพระราชทานที่เล็กที่สุด คือ ประเภท ง เวลาผ่านไปสิบกว่าปี จนมีผู้เข้ามาสนใจทำทีม ในปี พ.ศ. 2545-2546 ขณะนั้นทีมโรงเรียนหนองจอก

พิทยานุสรณ์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทีมไทยลีกดิวิชั่น 1 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สโมสรฟุตบอลไข่มุกดำหนองจอก” ปีต่อมาก็มีการเปลี่ยนคนทำทีมอีก จึงเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “สโมสรฟุตบอลหลักทรัพย์โกลเบลก หนองจอก” สุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ กลับตกชั้นไปเล่นถ้วยพระราชทานประเภท ข และใช้ชื่อเดิม “ทีมโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์” เมื่อมีลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 เกิดขึ้นโดยเป็นการนำทีมจากถ้วยพระราชทานประเภท ข และ ค มารวมกัน ทีมโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์ก็ได้สิทธิ์เข้าร่วมด้วย ฤดูกาลนี้จึงมีการเปลี่ยนชื่อทีมอีกครั้งเป็น “เมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด” ในช่วงแรกนี้ยังถือว่าทีมไม่ประสบความสำเร็จนัก ทีมยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆทั้งการเปลี่ยนทั้งชื่อทีมตามผู้เข้ามาทำทีมอยู่บ่อย ๆ

แววแห่งความสำเร็จของกิเลนผยองได้เริ่มต้นฉายขึ้นในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งในฤดูกาลนั้น ทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ภายใต้การคุมทีมของ ‘โรเบิร์ต โปรคูเรอร์’ ผู้จัดการทีมชาวเบลเยียม ฤดูกาลต่อมา กิเลนผยองได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในลีกดิวิชั่น 1 และไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถคว้าแชมป์ไทยลีก ดิวิชั่น 1 มาครองได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2551 ได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุดของประเทศอย่างไทยพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 20 กว่าปีที่ก่อตั้งทีมมา ถือเป็นทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จรวดเร็วมาก เพราะเลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 2 มาเล่นไทยพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงสุดในเวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น   ช่วงเวลานั้นถือเป็นยุคทองของกิเลนผยองก็ว่าได้ เพราะเมื่อก้าวขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดก็เป็นแชมป์และเป็นแชมป์ติดต่อกันถึงสองสมัย ในฤดูกาลปี 2552-2553 ส่วนฤดูกาลต่อมาในปี 2554 เมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ดไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ทั้งที่พยายามอย่างมากที่จะเป็นแชมป์ 3 สมัยติดต่อกัน กลับคว้าได้เพียงอันดับที่ 3 เท่านั้น

ฤดูกาลปี 2555 ถือเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งของทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด เนื่องจากทาง SCG ได้เข้ามาสนับสนุนทีม มีการเซ็นสัญญากันมูลค่าสูงถึงกว่า 600 ล้านบาท ชื่อทีมได้ถูกเปลี่ยนอีกครั้งเป็น ‘เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด’ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน สนามฟุตบอลก็มีการเปลี่ยนชื่อตามผู้สนับสนุนจาก “ยามาฮ่า สเตเดี้ยม” เป็น “เอสซีจี สเตเดี้ยม” มีการซื้อตัวนักเตะที่มีฝีเท้าดีเข้ามาเพิ่มในทีมมากมาย และในที่สุดก็สามารถคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง พร้อมกับได้สิทธิ์ไปแข่งขันเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกในรอบแบ่งกลุ่มอีกด้วย ในฤดูกาลแรกของชื่อใหม่ ‘เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด’ สามารถทำสถิติใหม่ที่สุดยอดมากให้กับวงการฟุตบอลไทยด้วยการไม่แพ้ใครตลอดการแข่งขัน

สำหรับนักเตะในทีม ‘เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด’ ที่ถือเป็นดาวยิงคนสำคัญของทีมก็มี ‘ธีรศิลป์ แดงดา’ ส่วนผู้รักษาประตูคนเก่งของทีม ก็คือ ‘กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์’ ที่ใคร ๆ ต่างก็ยอมรับในฝีไม้ลายมือ ผู้เล่นชาวไทยในทีมต่างก็กลายเป็นคนดังที่เป็นที่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็น ชนาธิป สรงกระสินธ์,  ธีราทร บุญมาทัน,  สารัช อยู่เย็น,  อดิศักดิ์ ไกรษร, พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา และอดิศร พรหมรักษ์ นอกจากนั้นเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ยังมีการซื้อตัวผู้เล่นชาวต่างชาติเข้ามาเสริมทัพให้กับทีม

หัวหน้าผู้ฝึกสอนคนปัจจุบันของเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็คือ ‘ธชตวัน ศรีปาน’ หรือ ‘ตะวัน ศรีปาน’ ที่เป็นหนึ่งในนักเตะไทยในตำนานยุคเดียวกันกับ ‘ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง’ นั่นเอง ฤดูกาลปี 2559 ถือว่า ‘ธชตวัน’ ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการนำพาทีมคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จอีกครั้งและยังคว้าแชมป์ลีกคัพมาครองเป็นครั้งแรกด้วย ‘ธชตวัน ศรีปาน’ ยังคงเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนให้กับทีมเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด จนถึงปัจจุบัน

ถึงวันนี้ต้องบอกว่าทีมสโมสรฟุตบอล ‘เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด’ นั้นสามารถครองใจประชาชนชาวไทยได้ทั่วประเทศ นักเตะหลายคนในทีมติดทีมชาติชุดฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ปี 2018 นี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟุตบอลหรือเรื่องส่วนตัวก็เป็นที่สนใจของเหล่าสื่อมวลชนให้คอยติดตามทำข่าวรวมถึงคนไทยทุกคนด้วย สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของทีม ‘เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด’ ก็ต้องคอยตามลุ้นตามเชียร์กันต่อไปว่าฤดูกาลนี้ทีมจะสามารถคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกมาครองได้อีกครั้งเป็น 2 สมัยติดต่อกันหรือไม่


Comments are closed.