การศึกษาในอเมริกาใต้

ทีมชาติไทย จะไปได้ไกลแค่ไหนในมือคนต่างขาติ

Home  /  Uncategorized  /  ทีมชาติไทย จะไปได้ไกลแค่ไหนในมือคนต่างขาติ

อนาคตทีมชาติไทย ภายใต้บังเหียนกุนซือเซิร์บ มิโลวาน ราเยวัช

ภายหลังการพ่ายแพ้ให้แก่ “ขุนพลซามูไร” ทีมชาติญี่ปุ่น 0-4 ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก รอบ 12 ทีมสุดท้าย กลุ่มบี นั่นเท่ากับว่า “ขุนพลช้างศึก” ทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทัพของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ต้องตกรอบอย่างแน่นอนแล้ว  เก็บได้เพียงคะแนนเดียวจากการลงเล่นทั้งหมด 7 นัด ทำให้กระแสความกดดันทั้งหมดได้ถาโถมอย่างมากมายสู่ทีมชาติไทย จนท้ายที่สุด ‘ซิโก้’ ได้ตัดสินใจลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวครั้งนี้ ซึ่งทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการคัดเลือกโค้ชทีมชาติไทยคนใหม่ ซึ่งทางสมาคมได้ประกาศชื่อโค้ชทีมชาติไทยคนใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาผ่านทาง lockpol.com ซึ่งก็คือ ‘มิโลวาน ราเยวัช’ ชาวเซอร์เบีย วัย 63 ปี เรื่องราวของโค้ชคนใหม่ชาวเซิร์บผู้นี้จะเป็นอย่างไรและอนาคตของทีมชาติไทยจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ เชิญติดตามรายละเอียดประวัติของเขาได้เลยครับ

ภายหลังการลาออกของโค้ชซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย นำโดย พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคม ได้ประชุมคณะกรรมการสมาคมรวมทั้งประธานพัฒนาเทคนิคฟุตบอลทีมชาติไทย “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ที่เสนอตัวเพื่อสมัครเป็นกุนซือทีมชาติไทย โดยใช้เวลาสรรหาบุคคลที่เหมาะสมประมาณ 1 เดือนและได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมาว่า ผู้ที่

ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมให้รับหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ได้แก่ ‘มิโลวาน ราเยวัช’ ชาวเซอร์เบียร์ วัย 63 ปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นกุนซือที่มีประสบการณ์ โดยผลงานอันโดดเด่นได้แก่ การคุมทีมชาติกานา ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 ก่อนจะผ่านเข้าไปได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ชนิดเป็นม้ามืดหักปากกาเซียน จนชื่อของราเยวัช ถูกจับตามอง  ราเยวัชยังได้รับรางวัลกุนซือยอดเยี่ยมของทวีปแอฟริกา

สำหรับประวัติโดยสังเขปของกุนซือคนใหม่ทีมชาติไทย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘มิโลวาน ราเยวัช’ เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2497 ปัจจุบันอายุ 63 ปี เป็นชาวเซอร์เบียร์ สำหรับประวัติด้านฟุตบอล เขาเริ่มค้าแข้งเป็นนักฟุตบอลในสโมสรของอดีตยูโกสลาเวีย ในตำแหน่งกองหลัง เช่น สโมสร โบรัค คาคัค , สโมสรเรดสตาร์เบลเกรด , สโมสรสโบดา อูซิเซ ก่อนจะเลิกอาชีพนักเตะและก้าวมาสู่การเป็นกุนซือในสโมสรภายในประเทศหลายสโมสรในราวปี 1989 ก่อนจะผันตัวเองอีกครั้งมาเป็นกุนซือทีมชาติกานา สามารถสร้างผลงานพา “ทีมดาวดำ” ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลแอฟริกันเนชั่นส์คัพ สองปีติด เขายังมีผลงานดีอย่างต่อเนื่องด้วยการพาทีมชาติกานาผ่านเข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบสุดท้าย ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ในฐานะตัวแทนจากโซนแอฟริกาจากทัวร์นาเม้นนั้น ทีมสามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนทีมชาติกานาสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยนัดสุดท้ายพ่ายแพ้จุดโทษทีมชาติอุรุกวัย ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย ก่อนที่เขาจะอิ่มตัวและอำลาทีมชาติกานาไปในที่สุด ..เพื่อแสวงหาความท้าทายใหม่ในการคุมทีมสโมสรอัลอาลี ในปี 2010 และตามด้วยการเข้ารับตำแหน่งโค้ชทีมชาติการ์ต้า แต่คุมทีมได้เพียง 5 เดือนเท่านั้น ก็ถูกปลดจากตำแหน่งเนื่องจากมีผลงานที่ไม่ดีเท่าที่ควร ตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะเป็นหัวทัพช้างศึกคือการคุมทีมชาติแอลจีเรีย

ซึ่งคุมได้เพียงสองนัดเท่านั้น ก็ต้องลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีแนวทางการทำทีมไม่ตรงกับความต้องการของนักเตะ

หลังจากทีมชาติไทยว่างเว้นตำแหน่งกุนซือและประกาศรับสมัครผู้ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ‘ราเยวัช’ ได้แสดงความจำนงขอสมัครและเดินทางมาแสดงวิสัยทัศน์ให้กับกรรมการคัดเลือกจากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ก่อนจะได้รับการประกาศให้เป็นกุนซือทีมชาติไทยอย่างเป็นทางการดังที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่าเส้นทางของกุนซือวัย 63 ปีผู้นี้ ได้ผ่านประสบการณ์ของการทำทีมฟุตบอลมาอย่างโชกโชนทั้งระดับทีมชาติและสโมสร นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญ โดย ‘โค้ชเฮง’ วิทยา เลาหกุล ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการเลือก ‘ราเยวัช’ ให้รับหน้าที่คุมทีมชาติไทยว่า เนื่องจากประสบการณ์ ความสามารถ การมีวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยม การเป็นกุนซือที่เข้าใจและคลุกคลีกับฟุตบอลเอเชีย เชื่อว่าประสบการณ์ของกุนซือเซิร์บผู้นี้จะนำพาทีมชาติไทยไปสู่เป้าหมายในอนาคตที่ดีอย่างแน่นอน ซึ่งภายหลังการได้รับตำแหน่งกุนซือทีมชาติไทยอย่างเป็นทางการ ‘ราเยวัช’ ก็ได้เดินทางไปชมเกมฟุตบอลไทยลีกในหลายนัด โดยเฉพาะสโมสรยักษ์ใหญ่ที่มีนักฟุตบอลทีมชาติไทยลงเล่นหลายคน เพื่อดูผลงานของนักเตะทั้งตัวหลักเดิมและดาวรุ่ง ซึ่งเป็นแนวทางในการทำทีมของเขาที่ให้โอกาสดาวรุ่งมีพรสวรรค์ให้ได้ลงพิสูจน์ฝีมือตัวเองผสมผสานกับผู้เล่นตัวหลักที่มีผลงานดี ซึ่งผลงานของ ‘ราเยวัช’ จะเป็นอย่างไรก็ต้องจับตาดูผลงานการคุมทีมชาติไทยนัดแรกที่จะออกไปเยือนอุ่นเครื่องกับทีมชาติอุซเบกิสถาน ในวันที่ 6 มิ.ย. นี้ รวมถึงการลงทำศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชียกลุ่มบี นัดที่ 8 กับทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวันที่ 13 มิ.ย.

ก็ต้องคอยจับตามองว่า มิโลวาน ราเยวัช กุนซือเซิร์บมากประสบการณ์ผู้นี้จะนำพาทีมชาติไทย ไปได้รุ่งโรจน์มากน้อยแค่ไหน ในฐานะแฟนฟุตบอลชาวไทย ก็ต้องคอยให้กำลังใจ และสนับสนุน และหวังว่ากุนซือใหม่นี้จะมีอะไรใหม่ ๆ มาพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ให้ไปโลดแล่นในระดับโลกได้ในสักวันหนึ่งครับ


Comments are closed.